กินยาแก้ปวดบ่อยๆ เสี่ยงอันตรายมากกว่าที่คิด

ยาแก้ปวด

ปวดหัว ปวดตัว กินยาแก้ปวดเป็นประจำ อันตรายที่คาดไม่ถึง

“กินยาแก้ปวดเป็นประจำ มีผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง เราจะมาหาคำตอบกันในบทความนี้”

ยาแก้ปวด คืออะไร?

ยาแก้ปวด (Painkiller) ตามชื่อเรียกของตัวยา คือกลุ่มยาที่มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดต่างๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ตั้งแต่อาการปวดแบบไม่ร้ายแรงไปจนถึงอาการปวดแบบรุนแรง เป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีติดบ้านแทบทุกบ้าน เนื่องด้วยเป็นตัวยาที่หาซื้อมารับประทานง่าย รักษาอาการปวดได้หลากหลาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดแผล ปวดประจำเดือน

ยาแก้ปวดมีกี่ชนิด?

จริงๆแล้วยาแก้ปวดไม่ได้มีแบบเฉพาะที่เป็นเม็ดตามที่เราเข้าใจกัน ซึ่งสามารถแยกชนิดได้ดังนี้
1.ยาแก้ปวดที่สามารถรับประทานได้ เช่น  ยาแก้ปวดที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เป็นแบบชนิดเม็ด ยาน้ำหรือแคปซูล
2.ยาแก้ปวดที่ใช้ภายนอก เช่น ครีมยาทา ขี้ผึ้ง แผ่นแปะ
3.ยาแก้ปวดชนิดฉีดเข้าร่างกาย
4.ยาแก้ปวดชนิดยาเหน็บ

ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวดมีกี่ประเภท?

ณ ปัจจุบันยาแก้ปวดสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท

1. ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) คือ ยาแก้ปวดในกลุ่มพาราเซตามอล มีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการปวดศีรษะ เป็นไข้หรือใช้บรรเทาอาการปวดที่อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไหล่ ปวดหลัง เป็นต้น โดยจัดเป็นยาแก้ปวดที่ไม่รุนแรง และมีความปลอดภัยในการใช้งานสูงเมื่อใช้ในปริมาณที่แนะนำ

2.ยาแก้ปวดในกลุ่มยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) หรือที่เรียกว่ายาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบที่เกิดจากโรคข้ออักเสบต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการบรรเทาอาการทั้งแบบรุนแรง เช่น ปวดไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดแผลผ่าตัด

3.ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการลดการอักเสบและกดภูมิต้านทานโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคข้ออักเสบ ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการปวดได้ ทั้งนี้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นยาควบคุมพิเศษ มีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย จึงต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

4.ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติดีเพร็สแซ็นท์ (Antidepressants) คือ ยาต้านเศร้าที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคอื่นๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด เช่น ปวดประจำเดือน ปวดศีรษะจากไมเกรน รวมถึงอาการปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีปกติ อย่างไรก็ตามยาในกลุ่มนี้ถือเป็นยาอันตรายที่ออกฤทธิ์แรงและมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

5.ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์ (Anticonvulsants) คือ ยากันชัก เป็นกลุ่มยาที่ใช้ป้องกัน รักษา หรือระงับอาการชักและโรคลมบ้าหมู โดยมีฤทธิ์ในการรักษาโรคหรืออาการอื่นๆ ด้วย เช่น บรรเทาอาการปวดที่เกิดจากเส้นประสาทถูกทำลายและอาการปวดประสาท แต่จำเป็นต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากเป็นยาอันตราย

6.ยาแก้ปวดในกลุ่มแคนนาบิไดออล Cannabidiol (CBD) คือกลุ่มยาแก้ปวดที่สกัดได้จากกัญชา โดยสารที่สกัดได้จากกัญชามีมากกว่า 100 ชนิด แต่สารที่มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวด ได้แก่ แคนนาบิไดออล (CBD) ซึ่งสามารถใช้ลดอาการปวดแบบฉับพลันและแบบเรื้อรัง รวมถึงความเจ็บปวดจากการอักเสบ

ยาแก้ปวด

แล้วยาแก้ปวดหากกินติดต่อกันนานๆ จะเกิดผลเสียกับร่างกายยังไง?

หากเรากินยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นั่นหมายความว่าเราอาจกำลังจะได้รับผลจากยาแก้ปวดมากเกินความจำเป็นของร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับอันตรายที่อาจจะขึ้น ซึ่งยาแก้ปวดแต่ละชนิดก็ให้ผลเสียต่างกันแต่โดยรวมๆแล้วผลเสียต่อร่างกายที่อาจจะเกิดขึ้นสรุปได้ดังนี้

  • ระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ ปวดท้อง เป็นแผลบริเวณทางเดินอาหาร
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อาจรุนแรงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลอดเลือดสมองอุดตัน
  • ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม มึนงง ซึมเศร้า
  • ระบบเลือดจะขัดขวางการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด มีผลต่อการทำงานของไตโดยทำให้ไตบวม ระดับโปแตสเซียมและโซเดียมในเลือดสูงและไตวาย
  • ผิวหนัง ทำให้มีอาการผื่นคันผิวหนังพอง บางรายอาจมีการแพ้แสงแดด
  • ยาพาราเซตามอลหากใช้ยาเกินปริมาณที่แนะนำอาจจะนำไปสู่การเกิดพิษต่อตับ จนนำไปสู่ภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด

ยาแก้ปวด

ผลข้างเคียงที่เกิดกับการใช้ยาแก้ปวด?

ยาแก้ปวดแต่ละชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลจากฉลากยาแต่ละชนิดอย่างละเอียดก่อนใช้งาน และใช้ยาแต่ละชนิดในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ หากรับประทานแล้วมีอาการที่ผิดแปลกเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่นหน้ามืด เวียนศีรษะอย่างรุนแรง เกิดผื่นลมพิษ ผื่นแดง ตุ่มพุพอง ผิวหนังหลุดลอก หน้าบวม ตาบวม ซึ่งเป็นอาการแพ้ยา ให้หยุดยาและรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษา

กินยาแก้ปวดอย่างไรให้ปลอดภัย?

อย่างที่ทราบกันดีว่ายาแก้ปวดถือว่าเป็นยาสามัญประจำบ้าน หาได้ง่าย สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้จริงแบบเห็นผล หากใช้ให้ถูกประเภทกับลักษณะอาการ เพราะฉะนั้นควรอ่านฉลากคำแนะนำทุกครั้งก่อนที่จะรับประทานยาแก้ปวดว่าตรงกับลักษณะอาการหรือไม่ ตรวจสอบตนเองว่ามีอาการแพ้หรือไม่ กินให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวและอายุซึ่งจะระบุไว้ในฉลาก ไม่ควรใช้ยานานติดต่อกันเกิด 5 วัน หากมีความจำเป็นควรปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้ยังต้องระวังการใช้ยาซ้ำซ้อน เมื่อใช้ร่วมกับยาสูตรผสมที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาสูตรผสมบรรเทาอาการของไข้หวัด เพราะอาจได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ

ยาแก้ปวด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *